ไปสัมมนามาได้อะไรบ้าง สรุปในนี้เลยแล้วกัน

13876407_10153752813648663_2593476959526028736_n

สวัสดีครับ…

ช่วงนี้ผมได้ติดตามอัพเดท ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการขายของออนไลน์ โดยเข้าร่วมสัมนาคอร์สบรรยายต่างๆ ทำให้มีพลังในการทำงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคนิคกุลยุทธ์ต่างๆ ที่กูรูเอามาแชร์ในที่บรรยาย

ซึ่งพอจะสรุปได้เครื่องมือการขายของได้ดังนี้ครับ

1.เว็บไซต์
2.เฟสบุ๊ค
3.ไลน์

ถามว่า แค่เนี้ยพอหรือ? ตอบว่า ไม่พอครับ แต่อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีเครื่องมือ 3 ตัวนี้เป็นหลัก ในการที่เราจะทำตลาดออนไลน์ หรือขายของออนไลน์ให้ได้ดี เอามาดูกันดีกว่าว่า อันเจ้า 3 อย่างนี้ เป็นอย่างไร

1. เว็บไซต์ ก็เปรียบเสมือนร้านค้า หรือเลขที่บ้าน จำเป็นต้องมีครับไม่ว่า จะเป็นเว็บไซต์แบรนด์หรือเว็บช้อปปิ้งออนไลน์ ต้องมีเป็นหลักสักหนึ่งเว็บที่จดโดเมนเนมไม่ว่า จะเป็น .com หรือ .net ก็ได้

2. เฟสบุ๊ค อันนี้ก็จำเป็นต้องมีอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องมือที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ที่เล่นเฟสบุ๊คซึ่งในประเทศไทยมียอดผู้ใช้สูงมากๆ (ประมาณ 30 ล้านคนโดยเฉลี่ยต่อวันที่คนเข้าเล่นเฟสบุ๊ค)

3. ไลน์ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทรงพลังและเหมาะสำหรับคนที่เปิดร้านขายของออนไลน์ให้คนไทยมากๆ ไม่ว่าจะเป็นไลน์@ หรือไลน์ธรรมดาทั่วๆ ไป

ในยุคเครื่องไม้ เครื่องมือ เครือข่ายที่จะปรับขยับเป็น 4G อย่างเต็มรูปแบบ ผู้ประกอบการไม่ว่าจะใหญ่ เล็ก พ่อค้าแม่ค้า หรือ SME ต้องปรับตัว และฝึกใช้เครื่องมือนี้ให้เป็น และพร้อมที่จะอัพเดทความรู้เสมอๆ เพราะถ้าไม่ทำคนอื่น หรือคู่แข่งก็ทำอยู่ดี

เพราะอะไร?  ตอบว่า ลูกค้าเปลี่ยนไปแล้วครับ ทุกวันนี้ลูกค้าอยากได้อะไร จะทำการบ้านก่อนคือหาข้อมูลก่อนมาซื้อของนั่นเอง บางทีสอบถามจากที่บ้านโดยใช้มือถือไลน์มาถาม หรือเฟสมาถามก่อนมาซื้อ บางคนถึงขนาดเปรียบเทียบราคาจากเว็บต่างๆ ยังไม่พอ ยังมาโพสต์สอบถามราคาในบอร์ดพันธ์ทิพย์อีกด้วย นั่นคือ พฤติกรรมที่ผู้บริโภคเปลี่ยนไปครับ

ทำเฟสอย่างเดียวพอไหม?  ตอบว่า (แอบคิดในใจแนะนำไปแล้วไงว่า ควรมี 3 ตัวอย่างน้อย) จริงก็พอได้ แต่ลูกค้าที่ไม่เล่นเฟสล่ะ ทำยังไงจะปล่อยให้หลุดไปหรือ เข้าใจว่า ผู้ถามอาจจะไม่อยากลงทุนทำเว็บไซต์ เพราะต้องใช้ความรู้และเงินทุนเพิ่มเติม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความอดทน กับการตลาดที่สื่อสารถึงลูกค้าว่า แล้วเมื่อไหร่ลูกค้าจะซื้อของเรา

ไลน์จำเป็นแค่ไหน ?   ตอบว่า ด้วยประสบการณ์ผู้ใช้ ไลน์ถือว่าใกล้ชิดกับผู้คนมากๆ เพราะถ้าเราลงโปรแกรมไลน์ไว้ในเครื่องเพียงแค่เมมเบอร์โทร หรือแค่กดโทรหา ไลน์แอคเคาต์ของคนนั้นก็จะเด้งขึ้นมาแล้ว บางทีเราไม่ต้องโทรไปเลย เพราะเพียงแค่พิมพ์ไลน์ ก็ติดต่อกันได้แล้ว หรือโทรผ่านไลน์มันซะเลย (โทรทำไมเสียตังค์จริงมั้ยครับ 55+)

และอีกหลายๆ อย่างจากงานสัมมนาในครั้งนี้ ที่ผมโน็ตไม่หมด ขอบคุณข้อมูลดีๆ ครับ

อยากเสริมว่า การไปสัมมนาขายของออนไลน์ เราต้องพร้อมในเรื่องเครื่องไม้ เครื่องมือกันด้วยนะครับ เพราะอะไรจากประสบการณ์ที่ผมไปมา คืออย่างน้อยๆ เราควรมีความรู้ด้านเทคนิคบ้าง เช่น

  1. มีเว็บไซต์เป็นของเราเอง ซึ่งทุกวันนี้ง่ายมากๆ เพราะเว็บไซต์สำเร็จรูปมีให้ใช้เยอะ สวย ดูดี และดีกว่าเขียนเองด้วย
  2. เฟสบุ๊คเราต้องมี คือเฟสบุ๊คที่เป็นหน้าแฟนเพจนะครับ ต้องพอรู้บ้าง ว่าสร้างยังไง กำหนดกลุ่มเป้าหมายยังไง หรือตรวจสอบข้อมูลสถิติยังไง
  3. ไลน์อันนี้ก็ไม่อยาก ให้ดูมือถือเราเลยครับ ว่า ใช้สมาร์ทโฟนมันก็ต้องมีไลน์ใช่มั้ย แต่แนะนำคือ ลงไลน์@  เพิ่มเข้ามาหน่อย เวลาเข้าสัมมนาจะได้มันๆ ในข้อมูลที่วิทยากรหรือกูรูเอามาแชร์กันครับ

สุดท้าย ควรเซ็ทระบบทั้งสามนี้ ให้ซิงค์กันในมือถือ ข้างเดียวที่เราใช้อยู่ แล้วหาสินค้ามาลงทดลองขาย ทดลองหาลูกค้าไปเรื่อยๆ แล้วไปเอากุลยุทธ์ เทคนิคต่างๆ ในงานสัมมนา ผมว่า เจ๋งเลยครับ แค่เตรียมตัวใหพร้อม ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ…

ปล. ทำไม่เป็น แนะนำให้หาความรู้ในยูทูปมีคนสอนเอาไว้เยอะ และสอนดีด้วยครับ หรือถ้าไม่อยากเสียเวลาก็ยอมจ่ายค่าเสียเวลา จ้างมืออาชีพมาเป็นที่ปรึกษาเซ็ตให้ จบครับ

#Coach Singh
#System for web online

25 เคล็ดลับความสำเร็จของ Steve Jobs

untitled-18

“เขาว่ากันว่ามีแอ็ปเปิ้ลสามลูกที่เปลี่ยนโลกใบนี้ แอ็ปเปิ้ลลูกแรกคือ ลูกที่อดัมและอีฟกินเข้าไป แอ็ปเปิ้ลลูกที่สองคือ ลูกที่ตกใส่หัวของเซอร์ไอแซ็ค นิวทัน ทำให้เขาค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก และแอ็ปเปิ้ลลูกที่สาม คือ แอ็ปเปิ้ลของสตีฟ จ็อบส์”

สตีฟ จ็อบส์ อุทิศชีวิตให้กับการคิดนอกกรอบ เขาทำให้เส้นกั้นอันหนาเตอะระหว่างสุนทรีย์แห่งความงามและความกระด้างแห่ง วิศวกรรมกลายเป็นเพียงเส้นใยอันบางเบา ผลลิตทางความคิดนี้ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่พลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมดนตรี และขับเคลื่อนพลโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว เขาสมควรได้รับการยกย่องในฐานะนักประดิษฐ์แห่งสหัสวรรษที่สาม

ข้อคิด ดีๆ ต่อไปนี้ คือผลพวงจากการตามติดชีวิตของเขา ทั้งในยามยากและยามรุ่งโรจน์ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการทำงาน ในชีวิตจริงเราคงอาจฝันถึงความเป็นสุดยอดเฉกเช่นเขา แต่จะเป็นจริงได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล อย่างไรก็ตามอย่างน้อยที่สุดการได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน ก็น่าจะพอแล้ว มาปลุกวิญญาณความเป็น สตีฟ จ็อบส์ ในตัวเราด้วยกันเถอะ

1. Beginners don’t have baggage – เริ่มอย่างไร้กังวล

เริ่มต้นเล็กแต่คิดใหญ่ ผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเริ่มจากศูนย์แล้วนับหนึ่ง จากเอแล้วไปบี มักเป็นคนที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ดีๆ “ผมไม่ รู้คุณค่าของปรัชญานี้จนกระทั่งผมโดนเฉดหัวออกจากแอ็ปเปิ้ลครั้งแรก นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผมเลยทีเดียว ความกดดันในความสำเร็จถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกโปร่งโล่งสบายของการเป็นผู้ ที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความคิดสร้างสรรค์และมีไอเดียกระฉูดมากที่สุด”

2. Be bold – จงห้าวหาญ
สตีฟมักย้ำถึงการทำสิ่งที่ชัดเจนด้วยความกล้าและปราศจากความกลัว เขากล่าวว่า “ชีวิตคนสั้นนัก จะตายเมื่อไหร่ไม่รู้”

3. Be what’s next – มองหาสิ่งใหม่ มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ จงเรียนรู้ อย่าฟูมฟายกับอดีตที่จบไปแล้ว อย่าคร่ำครวญกับสิ่งที่หายไป เราควรที่จะคิดถึงสิ่งใหม่ๆในชีวิตของเราที่ยังรอการค้นพบ บางครั้งก้าวแรกอาจจะแสนยาก แต่จงเริ่มต้นทำ และความกล้าหาญจะเกิดขึ้นตามมา “ถ้าผมได้บริหารแอ็ปเปิ้ล ผมคงจะมุ่งพัฒนาให้แม็คอินทอชเป็นผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าสุดๆ ด้วยการคิดค้นลูกเล่นใหม่ๆ สงครามพีซีมันจบนานแล้ว และไมโครซอฟท์คือผู้ชนะ”

4. Design by committee doesn’t work. – อย่าให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาตัดสินชี้ชะตา
มัน เป็นเรื่องยากที่จะออกแบบอะไรซักอย่างตามความต้องการของพวกคนที่มานั่ง ประชุมกัน คนเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอยากได้อะไรจริงๆ จนกว่าจะได้เห็นสิ่งนั้น”

5. Design is more than veneer – การออกแบบไม่ใช่การสร้างเปลือกนอกเพื่อห่อหุ้ม แต่มันคือสิ่งที่มีมิติและมีองค์ประกอบซ้อนกันหลายชั้น
“ใน บริบทของใครหลายคน การออกแบบเป็นแค่การสร้างเปลือกนอก เป็นแค่การตกแต่งภายใน เปรียบเสมือนผ้าหุ้มโซฟา แต่สำหรับผมแล้ว การออกแบบคือจิตวิญญาณขั้นต้นของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ที่มีหัวใจของการออกแบบที่ดีแสดงออกถึงพิ้นผิวของมัน ซึ่งทับซ้อนกันอยู่หลายระดับ”

6. Don’t live someone else’s life – จงใช้ชีวิตในแบบของคุณ
“ช่วง เวลาชีวิตสั้นนัก อย่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่าด้วยการทำตามผู้อื่น อย่ายึดติดกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับ และอย่าปล่อยใจไปตามความคิดของคนอื่น เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ทำตามที่หัวใจคุณเรียกร้องและสัญชาตญาณ”

7. Drive to do great things – ค้นหาความทะเยอทะยานและปรารถนาที่แท้จริงของคุณให้พบ
“นึกถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และทำมันให้แตกต่างจากคนอื่น หนทางเดียวที่จะสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้ก็คือรักในสิ่งที่คุณทำ จงสร้างความประทับใจให้ตัวเองมิใช่ผู้อื่น”

8. Excellence is a way of life – มองหาความเป็นเลิศ
สตี ฟได้บรรลุแนวทางนี้ด้วยการนำศิลปะและวิศวกรรมมาเรียงร้อยด้วยกันอย่างลงตัว เขาได้ยกระดับของสุนทรีย์แห่งการออกแบบให้สูงขึ้น “คุณภาพและความงามคือเป้าหมายสูงสุด หลายคนมักไม่คุ้นเคยกับสภาวะการทำงานที่ต้องอาศัยความเป็นเลิศ เพราะไม่ต้องใช้มันบ่อยนัก ถึงกระนั้นความเป็นเลิศคือหัวใจสำคุญที่สุดของการทำงาน”

9. Get out of the way for the moving force – จงอย่าเป็นตัวถ่วง

สตี ฟไม่เคยเก็บคนไร้ประโยชน์เอาไว้ เขาตระหนักดีว่าคนที่ทำงานคือพวกที่สร้างประโยชน์ “หน้าที่หลักของผมคือทำให้คนที่ทำงานจริงๆ นั้นอยู่ดีมีสุข และเก็บพวกคนที่ไม่ทำงานเอาไว้ให้ห่างจากคนที่มีประโยชน์เหล่านี้”

10. If they fall in love with the company, everything else takes care of itself – มองหาคนทำงานที่มีความรักทุ่มเทให้กับองค์กร

“จริง อยู่ที่สมรรถภาพคือตัวแปรแห่งความสำเร็จ แต่คนทำงานเหล่านั้นจะรักบริษัทหรือเปล่า ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเขารักแอ็ปเปิ้ล เขาจะนำพาแต่สิ่งที่ดีที่สุดมาสู่แอ็ปเปิ้ล ไม่ใช่ทำเพื่อตัวผมหรือตัวเองหรือใครก็ตาม”

11. It better be worth it. – ไม่ลองไม่รู้ จงทำให้ดีที่สุด อย่ามัวแต่หยุดนิ่งอยู่กับที่

“เมื่อเราได้เลือกแล้วว่าจะทำอะไร ฉะนั้นจงเชื่อว่ามันจะออกมาดีคุ้มค่าเหนื่อย”

12. It’s not the money.  It’s the impact.- เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต คุณค่าของเราอยู่ที่การได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่โลก
“ผมไม่แคร์หรอกว่าจะได้นอนกอดเงินเป็นล้านอยู่ในหลุมศพ สิ่งสำคัญสำหรับผมคือการได้ระลึกถึงสิ่งดีงามที่เราได้ทำลงไปก่อนเข้านอน”

13. It’s the crazy ones who change the world – จงคิดนอกกรอบ
กล้าทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น คนที่บ้าพอที่จะทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใครสามารถเปลี่นแปลงโลกได้ เพราะสิ่งนั้นคือผลพวงของอัจฉริยะ

14. Innovation distinguishes between a leader and a follower.- สร้างนวัตกรรมใหม่
นวัต กรรมจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตาม จ้างคนที่ต้องการทำสิ่งที่ดีที่สุดในโลกมาทำงาน ถึงแม้คุณจะมีคนทำงานเก่งกาจมากมาย คุณต้องเป็นผู้นำ ทำหน้าที่ชี้นำให้พวกเขาทำงานร่วมกันเป็นทีม “นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากการหว่านเม็ดเงิน มันเกิดจากการใช้มันสมองของคนให้เต็มที่ด้วยการเป็นผู้นำที่ดี ตอนที่เราคิดค้นเครื่องแม็คขึ้นมา ไอบีเอ็มใช้เงินลงทุนมากกว่าเรา 100 เท่า มันอยู่ที่คนของคุณ อยู่ที่แนวทางของการนำพาคนเหล่านั้น”

15. Make people great. – เคี่ยวเข็ญคนของคุณให้เป็นคนเก่ง
“ผมจะไม่ทำตัวเหลาะแหละกับลูกน้อง หน้าที่ผมคือเขี่ยวเข็ญให้พวกเขาเก่งยิ่งขึ้นไปอีก”

16. Perseverance pays off.- ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น

สตีฟเชื่อว่า “ครึ่งหนึ่งขององค์ประกอบทั้งมวลแห่งความสำเร็จของพวกนักลงทุนทางการเงินคือความวิริยะอุตสาหะ”

17. Put your heart and soul into it – จงทำมันให้เต็มที่ เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชนและพิชิต

“กุญแจสำคัญคือความไม่กลัว ทำงานด้วยหัวใจและจิตวิญญาณแห่งการบรรลุเป้าหมาย”

18. Pick your priorities carefully – ลำดับความสำคัญอย่างระมัดระวัง

การ มีไอเดียดีๆ ในหัวเป็นร้อยเรื่องคือสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่มันจะกลายเป็นเรื่องเยี่ยมที่สุด หากเราลำดับความสำคัญให้ดี “การเพ่งความสนใจให้กับทุกเรื่องในหัวเป็นสิ่งดี แต่นั่นไม่ใช่คำตอบแห่งความสำเร็จ ควรยึดมั่นในบางอย่างก็พอ แล้วปล่อยที่เหลือเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปสนใจ”

19. Simplicity wins – ความเรียบง่ายคืออาวุธลับและอำนาจที่จะทำให้พิชิตความสำเร็จ

“เรา ควรตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน และขจัดความยุ่งยาก ด้วยการตั้งคำถามว่า เราจะทำให้มันเรียบง่ายมากขึ้นและแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นได้ในเวลาเดียวกันได้ หรือไม่”

20. Talent is a huge multiplier.- พรสวรรค์ทำให้เกิดการแตกหน่อ คนเก่งมักดึงคนเก่งให้มาอยู่ด้วยกัน
“ประสบการณ์ สอนผมว่า การที่เราได้คนเก่งมาร่วมงาน ทำให้องค์กรสามารถดึงคนเก่งจากที่อื่นมาร่วมงานได้มากขึ้น  ทั้งนี้โดยธรรมชาติของคนพวกนี้ มักชอบทำงานกับคนเก่งด้วยกัน”

21. Take responsibility for the complete user experience.- ความคิดเห็นจากผู้ใช้และลูกค้าคือเสียงสำคัญ
“ดี เอ็นเอของเราคือบริษัทที่คำนึงถึงผู้บริโภค เสียงตอบรับไม่ว่าดีหรือร้าย บวกหรือลบ ล้วนแล้วแต่มีบทบาทเท่ากันในการปรับปรุงการให้บริการ หน้าที่ของเราคือการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ลูกค้าได้รับจากเรา”

22. What you don’t do defines you as much as what you do – “ผมมีความภูมิใจในสิ่งที่ยังไม่ได้ลงมือทำเท่ากับสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว”

23. You have nothing to lose.- ไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว
ทำ ด้วยใจ สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ด้วยความรัก “อีกไม่กี่วันพวกเราก็ตายแล้ว ฉะนั้นอย่าไปคิดว่าเราได้สูญโอกาสไปแล้วเท่าไหร่ การคิดแบบนี้เหมือนกับดักทางความคิด ให้คิดว่าเราได้เปลือยกายจนล่อนจ้อน จะมีเหลืออยู่ก็แต่ร่างกายและหัวใจ จงทำทุกอย่างให้เต็มที่”

24. You just might be right, even if nobody listens to you. -การที่ไม่มีใครฟังคุณ ไม่ได้หมายความว่าคุณผิด
สที ฟเคยเจอกับตัวเอง เลยเล่าให้ฟังงว่า “คุณรู้มั้ย ผมเคยมีแผนการวิเศษที่จะช่วยกู้ชีพแอ็ปเปิ้ลได้ มันเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ผมไม่สามารถบอกใครได้ เพราะไม่มีใครยอมฟัง” อุทาหรณ์ของเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การที่ไม่มีใครฟังคุณเลย ไม่ได้หมายความว่าคุณผิด

25. Your brand is your most valuable asset – จุดยืนของตัวเองคือสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด
นั่นคือคุณแตกต่างจากคนอื่น ทำให้คนอื่นทราบว่านี่แหละคือตัวคุณ นี่แหละคือออร่าของคุณ

“เมื่อพูดถึงแอ็ปเปิ้ล แบรนด์ของเราคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในสายตาผม”

10 องค์กรใช้งบโฆษณาสูงสุด กุมภาพันธ์ ‘59

10 องค์กรใช้งบโฆษณาสูงสุด กุมภาพันธ์ ‘59 ยูนิลีเวอร์ยังนำ แต่ใช้ลดลง ตามมาด้วยเอไอเอส และดีแทค อัดงบสู้ศึก 4G

AW-organization-ads-fb

สำหรับ 10 อันดับ Advertisers หรือ องค์กรที่ใช้งบซื้อสื่อโฆษณาสูงสุดของเดือน กุมภาพันธ์ 2559นีลเส็น ประเทศไทย รายงานว่า บริษัท ยูนีลีเวอร์ (ไทย) บริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักส์ ยังคงครองแชมป์ ใช้งบโฆษณา 409 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่แล้วใช้ไป 669 ล้านบาท
ส่วนอันดับ 2 และ 3 เป็นของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ต้องเปิดศึก 4G จึงมีการอัดฉีดงบโฆษณาเพิ่มขึ้น บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ  เอไอเอส ใช้ไป 226 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2558 ใช้ไป 145 ล้านบาท ตามมาด้วย บริษัทโทเทิ่ล แอ็กเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค 189 ล้านบาท เพิมขึ้นจากปีที่แล้วใช้ไป 79 ล้านบาท
ตามมาด้วย บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ใช้ 170 ล้านบาท ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย บริษัท โคโค-โคล่า  ประเทศไทย ใช้ไป 148 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วที่ใช้ไป 151 ล้านบาท
บริษัท WIZARD SOLUTIONS ที่ปรึกษาคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ ใช้งบ 135 ล้านบาท  ถือเป็นม้ามืดอีกราย ที่อัดฉีดงบโฆษณามาตั้งแต่เดือนมกราคม
บริษัท ตรีเพชรอีซูซุ 123  ล้านบาท, บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด 120 ล้านบาท ใช้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วใช้ไป 65 ล้านบาท บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย 116 ล้านบาท ใช้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ที่ใช้เพียง 66 ล้านบาท เพราะมีการเปิดตัวรถฮอนด้า บีอาร์วี และแอคคอร์ดใหม่มาตั้งแต่ช่วงต้นปี บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นีเวีย ใช้งบโฆษณา 113 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วใช้ไป 156 ล้านบาท
AW-organization-ads

เน็ตไอดอลเฟื่องจัด แบรนด์จัดหนักไม่มีไม่ได้แล้ว

จากเน็ตไอดอล สู่พรีเซ็นเตอร์สินค้า แบรนด์นิยมใช้สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ รีเฟรชแบรนด์ให้ดูเด็กลง ด้านเอเยนซีใหม่แจ้งเกิด รับปั้นเน็ตไอดอลป้อนสู่ตลาด
AW-howtouse-netidol
ในยุคที่เน็ตไอดอลสามารถแจ้งเกิดได้ง่ายพอๆ กับการหาเซเว่นฯ ตามริมถนน ทำให้มีเน็ตไอดอลตั้งแต่วัยมัธยมไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะเกิดเพราะหน้าตาดี และมีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น พอมีแฟนคลับติดตามจำนวนมากก็เลยยกตำแหน่ง “เน็ตไอดอล” ให้ไปโดยปริยาย
ยิ่งกระแสออนไลน์ โซเชียลมีเดีย เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ด้วยแล้ว หลายแบรนด์จึงหันมาเลือกใช้เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค คนรุ่นใหม่ ที่นิยมเสพสื่อบนโลกออนไลน์ บวกกับจำนวนฐานแฟนคลับจำนวนมาก ทำให้เน็ตไอดอลไม่น้อยที่กลายมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์สินค้าหลายชนิด
สินค้า หรือแบรนด์ที่เลือกใช้บริการเน็ตไอดอลในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มบิวตี และแฟชั่นอย่างเดียวแล้ว แต่ยังขยายไปยังสินค้าประเภทคอนซูมเมอร์โปรดักต์ ไลฟ์สไตล์ และอาหาร ใช้เน็ตไอดอลมาเป็นตัวแทนในการสื่อสารมากขึ้น อย่าง โออิชิ, เป๊ปซี่, โค้ก และเลย์ เป็นต้น
แจ้งเกิด “จับของร้อน” เอเยนซีน้องใหม่ปั้นเน็ตไอดอล
ด้วยความที่ “เน็ตไอดอล” เป็นที่นิยมของทั้งผู้ติดตามและเจ้าของสินค้า จึงทำให้มีผู้เล่นที่ลงมาจับตลาดเน็ตไอดอลอย่างจริงจัง จากเดิมในตลาดจะมี “นัฟแนง” ที่ทำตลาดมาก่อนหน้านี้ โดยมุ่งเน้นเรื่องอินฟลูเอนเซอร์ มาร์เก็ตติ้งโดยเฉพาะ และมีการปั้นเน็ตไอดอลและบล็อกเกอร์ในสังกัดขึ้นมาเพื่อป้อนงานให้ด้วย
ล่าสุด “บริษัท จับของร้อน จำกัด” ดิจิตอลเอเยนซีน้องใหม่ ที่เห็นโอกาสอินฟลูเอนเซอร์ มาร์เก็ตติ้ง เข้ามาทำธุรกิจ “เน็ตไอดอล” ในรูปแบบของอะคาเดมีในการปั้นเน็ตไอดอล และเอเยนซี ดูแลหางานในการเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าให้กับเน็ตไอดอล เพราะมองเห็นโอกาสและมูลค่าจากตลาดนี้ ซึ่งยังสามารถต่อยอดไปได้อีกเยอะ ตราบใดที่ดิจิตอลยังมีการเติบโตอยู่อย่างต่อเนื่อง และพฤติกรรมคนไทยกับการเล่นโซเชียลมีเดียที่มากขึ้น
พงษ์ศักดิ์ เจริญกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท จับของร้อน จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องการเป็นเน็ตไอดอลเป็นจำนวนมาก ด้วยสังคมโซเชียลทำให้คนกล้าแสดงออก และแต่ละคนมีคอนเทนต์และมีสไตล์เป็นของตัวเองด้วย บางคนก็มีรับงานเป็นของตัวเองแล้วแต่ก็อยากมาร่วมกับเรา เพราะว่าบางคนไม่ต้องการติดต่อกับแบรนด์โดยตรง บริษัทจึงรับหน้าที่เป็นเอเยนซี เป็นผู้จัดการคอยติดต่อและหางานให้
กระบวนการดูแลเน็ตไอดอล จะมีตั้งแต่การมิตติ้งสอนทำคอนเทนต์ โดยจะไม่มีการเซ็นสัญญาผูกมัดว่าจะอยู่กี่ปี แต่เป็นเรื่องของ Agreement เป็นสัญญาใจมากกว่า แต่จะซีเรียสเรื่องไทม์ไลน์ในการลงคอนเทนต์เท่านั้นเอง รายได้จะมีการแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์กัน ซึ่งแบรนด์เองมีความต้องการเพิ่มขึ้นมาก เพราะต้องการให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้น
นอกจากเป็นผู้จัดการคอยดูแลให้กับเน็ตไอดอลแล้ว ยังมีในส่วนของ The Hotties เป็นเหมือนอะคาเดมีในการปั้นเน็ตไอดอล เริ่มตั้งแต่การสรรหาผู้ที่สนใจต้องการมาเป็น “เน็ตไอดอล” ในสังกัด โดยจะดูจากที่มีคาแรกเตอร์และมีโอกาสที่จะปั้นได้ ในตอนนี้มีในสังกัดแล้ว 3 คน แต่เริ่มมีคนสนใจอยากเข้าสังกัดอีก 10 คน
“ล่าสุดน้อง 2 คนในสังกัด ชื่อ สไมล์ และ ดุ๋ยดุ๋ย ที่ได้มีการโปรโมตคลิปวิดีโอเป็นคอนเทนต์แบบของน้องเขา เรื่องแฟชั่น และเรื่องสกินแคร์ โปรโมตผ่านเฟซบุ๊กเพจของน้องเขา ก็มีฟีดแบ็กที่ดี ทำให้มี 5 แบรนด์เริ่มให้ความสนใจเข้ามาแล้ว”
อย่างไรก็ตาม พงศ์ศักดิ์ ยืนยันว่า เขาไม่ต้องการเน้นที่ปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ ต้องการผลักดันให้เน็ตไอดอลในสังกัดให้เปรี้ยงกว่านี้ ติดท็อป 5 ของเน็ตไอดอลที่คนนึกถึง โดยในอนาคตอาจจะแยกน้องเน็ตไอดอลตามความถนัด หรือตามคอนเทนต์ต่างๆ อย่าง แฟชั่น บิวตี ท่องเที่ยว แต่คงเน้นที่แฟชั่น และบิวตีมากกว่า ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงคอนซูมเมอร์โปรดักต์ด้วย
AW-netidol-presenter
แบรนด์ฮิตใช้เน็ตไอดอล
ในส่วนของการตลาดที่ใช้เน็ตไอดอล พงษ์ศักดิ์ มองว่า เทรนด์การใช้เน็ตไอดอลของแบรนด์มีเพิ่มสูงมากขึ้น โดยมักจะใช้ควบคู่กับเครื่องมือการตลาดหลายหมวด โดยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในหมวดสินค้าบิวตีมากที่สุด แต่คอนซูมเมอร์โปรดักต์ก็เริ่มเห็นมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ อย่างเช่นของตกแต่งบ้าน ยาสีฟัน
การใช้เน็ตไอดอล จะเน้นสร้างการรับรู้ เพราะมีฐานแฟนคลับจำนวนมาก และมีพลังในการจูงใจคนได้ แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ต้องการเรื่องความน่าเชื่อถือ มักจะเลือกใช้บล็อกเกอร์เป็นหลัก ซึ่งบางแบรนด์มองว่าการใช้เน็ตไอดอลคุ้มค่ากว่าการจ่ายก้อนใหญ่ให้กับเซเลบริตีที่มีค่าตัวค่อนข้างสูง ยิ่งเน็ตไอดอลบางคนที่นิยมมากๆ จะมีศักยภาพค่อนข้างมาก
การเลือกใช้เน็ตไอดอลของแบรนด์ จึงใช้ควบคู่กับพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นดารา นักร้อง เซเลบริตี เพื่อต้องการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มแมสมากที่สุด ในขณะที่บางแบรนด์เริ่มหันมาใช้เน็ตไอดอลเพียงอย่างเดียว เพราะต้องการสื่อสารเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ที่นิยมเสพแต่สื่อออนไลน์
อย่างไรก็ตาม เมื่อความนิยมเน็ตไอดอลเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็สูงตาม ราคาเฉลี่ยโพสต์ภาพผ่านเน็ตไอดอลเวลานี้พุ่งไปถึง 30,000-50,000 บาท/ภาพ สำหรับคนที่มีผู้ติดตาม 300,000-800,000 คนขึ้นไป ซึ่งถือว่ามีราคาสูงกว่าบล็อกเกอร์ไปแล้ว เมื่อเทียบกับความคุ้มค่าที่จะได้รับ ทำให้บางแบรนด์ต้องเลือกรัดเข็มขัดตามภาวะเศรษฐกิจขาลง ลดการใช้เน็ตไอดอล
ทำไมแบรนด์ต้องใช้เน็ตไอดอล
แม้จะมีเน็ตไอดอลมากมาย แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักก็ต้อง แพรี่ พาย จนมาล่าสุด “พิมฐา” ฐานิดา มานะเลิศเรืองกุล เน็ตไอดอลขวัญใจฮิปสเตอร์ที่มีไลฟ์สไตล์โดดเด่นเรื่องการถ่ายภาพ และลุคสาวญี่ปุ่นด้วย ทำให้เธอถูกเลือกเป็น “พรีเซ็นเตอร์” ให้กับแบรนด์ต่างๆ เช่น เซ็ปเป้ บิวติดริ้งค์, เดอะพิซซ่าคอมปะนี, ไอศกรีมกูลิโกะ, เย็นเย็น และขาไก่ โลตัส
ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความเห็นว่า ”การบริโภคสื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เซ็ปเป้จึงเลือกใช้เน็ตไอดอลที่เป็น Upcoming หรือเป็น New star ดวงใหม่ เพราะเซเลบริตีมีการแข่งขันค่อนข้างสูงมาก หลายแบรนด์มีการใช้กันทั้งสิ้น และเซ็ปเป้ก็เคยใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นเซเลบริตีแล้วเช่นกัน มองว่าไหนๆ จะรีเฟรชแบรนด์แล้ว ก็ทำให้มันแปลกใหม่ไปเลย และเพื่อต้องการที่จะจับกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลงด้วย
ในขณะที่ ไอศกรีมกูลลิโกะ เลือกพิมฐา เพราะเป็นเน็ตไอดอลที่คนติดตามเยอะ และต้องการสร้างกระแสในการทำตลาดตอนแรกด้วย จึงอาศัยความแรงของพิมฐามาช่วยโปรโมต รวมถึงต้องการคุยกับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มวัยรุ่นด้วย อีกทั้งพิมฐายังได้ลุคของความเป็นญี่ปุ่นอยู่ เพราะเคยเรียนที่ญี่ปุ่นมา ทำให้คาแรกเตอร์เข้ากับแบรนด์
ส่วน เย็นเย็น มีพรีเซ็นเตอร์เป็นครั้งแรก โดยเลือก พิมฐา เป็น 1 ใน4 พรีเซ็นเตอร์ ประกอบไปด้วย เอกชัย ศรีวิชัย, เปาวลี พรพิมล, ศุกลวัฒน์ คณารศ  ซึ่ง ธนพันธุ์ คงนันทะ รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บอกว่า การที่เลือกพิมฐาซึ่งเป็นตัวแทนของคนภาคเหนือ ถึงแม้ว่าจะไม่แมสเหมือนกับพรีเซ็นเตอร์อีก 3 คน มาช่วยให้แบรนด์ดูกลมกล่อมและมีอายุไม่เยอะจนเกินไป

4 วิธีการสร้างคอนเทนท์ดีๆโดยไม่ต้องออกแรง

4-วิธีการ-สร้างคอนเทนท์ดีๆ-head-1140x502

4-วิธีการ-สร้างคอนเทนท์ดีๆ-content

1.แชร์ข้อความคนอื่น : นี่คือวิธีการง่ายๆที่ทรงประสิทธิภาพแต่หลายคนมองข้าม การเอาเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์มาแชร์จะช่วยให้เรามีคอนเทนท์น่าสนใจมาอยู่ในเพจของเราโดยแทบไม่ต้องออกแรง แต่อาจจะต้องเสียเวลาในการอ่านเนื้อหาเหล่านี้สักหน่อย แต่อย่าเข้าใจผิดกับการขโมยคอนเทนท์คนอื่น การแชร์จากแหล่งเดิมจะทำให้ผู้สร้างเนื้อหาเดิมมีการเข้าชมที่มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของต้องการอยู่แล้ว นับว่าเป็นวิธีการที่ Win-Win กันทั้งคู่

2. ตั้งคำถามสนุกๆ : การตั้งคำถามง่ายๆสนุกๆจะช่วยให้เพจของคุณมี engagment ที่มากขึ้นจนน่าประหลาดใจ ลองตั้งคำถามตลกๆให้ผู้คนได้ฉุกคิด เช่น ชอบตื่นสายหรือตื่นเช้า ชอบทำงานที่บ้านหรือออฟฟิส หรือจะเป็นคำถามปลายเปิดอย่าง ถ้าคุณสามารถคุยกับตัวเองเมื่อสิบปีที่แล้วได้คุณจะคุยอะไรกับเขา ซึ่งรับรองได้เลยว่าคำถามง่ายๆเหล่านี้จะได้รับการตอบสนองจากผู้เยี่ยมชมอย่างล้นหลาม

3. ภาพเก่าๆในมือถือ : เป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญที่คาดไม่ถึง ทุกคนต่างมีรูปภาพที่ถ่ายไว้เล่นๆในมือถือนับพันรูป และภาพเล่านั้นสามารถนำมาเป็นประเด็นการพูดคุยได้อย่างน่าตื่นเต้น เช่นรูปถ่ายเบื้องหลังการทำงาน รูปถ่ายหนังสือเล่มโปรด รูปถ่ายทิวทัศน์ หรือข้อความสั้นๆที่อธิบายรูปภาพของคุณ รูปเก่าๆสามารถขุดขึ้นมาใช้ได้เรื่อยๆ และมันจะทำให้คุณมีคอนเทนท์มาอัพเดตอยู่ตลอด

4.เรื่องราวลูกค้า : ลองเปิดโอกาสให้คนในแฟนเพจของคุณนำข้อความ เรื่องราว หรือรูปภาพต่างๆมาเสนอคุณบ้าง เพราะการแชร์เรื่องราวที่พวกเขาส่งมาจะช่วยให้คุณมีคอนเทนท์ดีๆได้ง่ายๆ และยังแสดงว่าคุณชื่นชอบในสิ่งที่พวกเขาทำ คุณรับฟังพวกเขา และพวกเขาคือส่วนหนึ่งของแบรนด์คุณ โดยอาจจะมีโปรโมชั่นหรือส่วนลด ตอบแทนสิ่งที่พวกเขาทำ

ที่มา : kimgarst || marketeer

6 คำถาม ก่อนการโพสต์ เฟสบุ๊ค

2015020215312515การสร้าง Facebook Fanpageไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ “การดูแล หรือการบริหาร”  ให้ Facebook Fanpageนั้นอยู่รอดและประสบความสำเร็จ

มันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดก็ว่าได้ แล้วถ้าอยากให้เพจของเราอยู่รอดตลอดรอดฝั่ง ก็ต้องวางแผน และทำความเข้าใจในเรื่องเทคนิคการโพสต์คอนเทนต์ เพราะคอนเทนต์เป็นหัวใจหลักในการดึงดูดสมาชิกบนโลกออนไลน์ให้เข้ามาติดตาม แต่ก็มีหลายคนที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องของการโพสต์แบบละเอียดมากนัก มันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่มีคนเข้ามากดไลค์ และติดตาม  จนอาจทำให้ Facebook Fanpageของคุณไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ จนต้องปิดเพจไป

แต่ก็คงดีไม่น้อย ถ้าหากเจ้าของเพจมีแนวทางปฎิบัติในเรื่องของการโพสต์ เป็นเหมือนคำถาม เพื่อเช็คดูว่า สิ่งที่คุณโพสต์บน Facebookนั้นเวิร์คหรือไม่  เป็นเสมือน Checklistที่เจ้าของเพจสามารถจดจำได้ง่าย เพื่อการตรวจสอบก่อนว่า  โพสต์เหล่านั้นดีแล้วหรือยัง  คล้ายการตั้งคำถามก่อนการโพสต์ เพื่อให้Facebook Fanpageนั้นอยู่รอดและประสบความสำเร็จ  โดยสามารถกำหนดคำถามง่ายออกเป็น 6 ข้อ ประกอบด้วย

1.จุดประสงค์ของการโพสต์คืออะไร ?

คำถามแรกคุณลองถามตัวเองก่อนว่า  โพสต์นี้มีจุดประสงค์ที่แน่ชัดหรือยัง คุณหวังอะไรในสิ่งที่คุณโพสต์ ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า โปรโมทแบรนด์  เพื่อให้สมาชิกทั้งหมดบนเฟชบุ๊คเกิดการรับรู้  มันเป็นจุดประสงค์หลักของการสร้าง Brand Value แต่ถ้าคุณยังหาคำตอบของคำถามในข้อนี้ไม่ได้ คุณก็อย่าโพสต์ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะโพสต์มันไปทำไม

2โพสต์นี้เกี่ยวข้องกับแบรนด์หรือไม่.?

จากข้อแรกเมื่อคุณรู้จุดประสงค์ของการโพสต์ ขั้นต่อมาก็คือการเลือกเนื้อหามาโพสต์ ว่ามันมีส่วนเกี่ยวกับข้องกับประเภทของแบรนด์หรือไหม เนื้อหานี้ให้Benefitsมากน้อยเพียงใด พอจะมีโอกาสให้ผู้คนจดจำแบรนด์คุณได้หรือไหม ซึ่งขอบเขตเนื้อหาของการโพสต์ก็จะต้องอยู่ในทิศทางเดียวกันกับแบรนด์  คุณไม่ควรโพสต์เนื้อหาที่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแบรนด์ของคุณเลยแม้แต่น้อย อาทิเช่น  ถ้าหากคุณมีธุรกิจขายเครื่องมือทางการเกษตร แต่คุณไปโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับดารามันก็ไม่ควร เพราะมันมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของคุณนั้นเป็นเกษตรกรโดยหลัก คงไม่สนใจเรื่องดารา ซุปซิปอะไรทั้งนั้น พวกเขาเพียงสนใจว่าคุณจะช่วยแก้ปัญหาอะไรให้กับเขา

3.โพสต์นี้อ่านแล้วเคลียร์หรือไม่ ?

โพสต์นี้มีข้อมูลที่เคลียร์ในตัวเองแล้วหรือยัง คนอ่านจะเข้าใจได้ในทันทีหรือไม่ อย่าโพสต์เนื้อหาที่ผู้อ่านจะต้องแปลไทยเป็นไทย หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจ อย่าโพสต์เนื้อหาที่เป็นคำกวม โดยไม่ได้สนใจว่าผู้รับนั้น จะเข้าใจไหมเมื่ออ่านเสร็จ เพราะการโพสต์คุณสมบัติของสินค้าหรือสิ่งต่างๆที่สร้างการขายให้แก่ธุรกิจ ได้ ก็ยิ่งควรโพสต์ให้เคลียร์

4.โพสต์นี้มีเนื้อหายาวไปไหม ?

เจ้าของเพจควรตรวจสอบคอนเทนต์ก่อนโพสต์สัก 2 ครั้ง อ่านให้เข้าใจ และดูว่าเนื้อหายาวไปไหม ถ้าประโยคไหนที่ไม่ได้ส่งเสริมรูปประโยคในการให้ข้อมูลก็ควรลบ เพราะพื้นฐานของคนไทยส่วใหญ่จะอ่านเนื้อหาที่มีความยาวไม่เกิน 8 บรรทัด แต่ถ้าหากยาวกว่านั้นพวกเขาก็จะปิดหน้าเพจไปทันที  แต่ถ้าหากเป็นการขายสินค้าเนื้อหาก็ไม่ควรสั้นจนเกินไป  เพราะการจะขายสินค้าออนไลน์ คุณก็จำเป็นต้องบอกประโยชน์ของสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ โดยมีเนื้อหาไม่เกิน  8 บรรทัดเท่านั้น

5.โพสต์นี้ใช้รูปภาพที่มีคุณภาพไหม ?

รูปภาพมีส่วนสำคัญต่อการคลิกดู เสมือนเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ คุณจำเป็นต้องตรวจสอบคุณภาพของรูปภาพทุกครั้งก่อนการโพสต์ ไม่ว่ารูปภาพนั้นจะมาจากการดาวน์โหลด หรือตกแต่งขึ้นเอง ก็ควรตรวจทุกครั้ง อย่าโพสต์รูปภาพที่มีคุณภาพต่ำ ขนาดภาพแตก และภาพนั้นไม่สมบูรณ์  ต้องตรวจดูก่อนว่า องค์ประกอบของภาพส่วนไหนตกหล่นบ้าง ต้องCropภาพไหม และทิศทางของภาพนั้นตั้งอยู่ในแนวนอน หรือแนวตั้ง เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนในการเรียกคลิก และจะส่งผ่านไปสู่การกระทำต่อก่ารไลค์และแชร์

6.โพสต์นี้ให้ประโยชน์แก่คนเห็นหรือไม่ ?

การโพสต์เนื้อหาที่มีความหมาย และให้ประโยชน์แก่ผู้พบเห็น ถือมีส่วนสำคัญในการสร้างแบรนด์ ทำให้เกิดการจดจำ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่ให้ความรู้ วิธีแก้ปัญหาต่างๆที่เกี่ยวพันธ์กับธุรกิจคุณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ให้ Benefits แก่ผู้อ่านและผู้โพสต์ ก็เพราะเมื่อผู้อ่านเห็นว่าข้อความนี้ให้ประโยชน์ หรือช่วยแก้ปัญหาได้ คนเหล่านั้นมักจะจดจำและติดตาม Facebookนั้นๆต่อไปเรื่อยๆ และผู้โพสต์ก็จะได้ประโยชน์กลับมาไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันเนื้อหา ในวงกว้างจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งด้วยการแชร์  การกดไลค์ และคอมเม้นท์ในลักษณะชื่นชม เพราะเราต่างรู้กันดีว่าพลังของสื่อสังคมออนไลน์ก็คือพลังปากต่อปาก มีอิทธิพลอย่างมากในการสร้างแบรนด์ และที่สำคัญผู้อ่านเหล่านั้นอาจจะวางใจในแบรนด์ จนแปลงเป็นลูกค้าได้ในอนาคตอีกด้วย

6 คำถามเหล่านี้เป็นแนวทางปฎิบัติ เบื้องต้นก่อนการโพสต์นะครับ จริงๆมันก็มีรายละเอียดอื่นๆอีกมาก ดังนั้นทุกครั้งก่อนการโพสต์คุณควรจดจำคำถามเหล่านี้ แล้วพยายามหาคำตอบให้ได้นะครับ เพื่อให้ Facebook ของคุณอยู่รอดและประสบความสำเร็จ และอาจจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ไลค์ และแชร์ ที่เคยตกต่ำ สามารถทยานขึ้นสูงได้เช่นกันนะครับ

ที่มา iTopPlus

มุมมองของ Chris Cox : กับเรื่อง Reaction – Attraction

Chris-Cox-FACEBOOK-HEAD-1140x502

ด้วยตำแหน่ง Social Media อันดับหนึ่งของโลก ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะเกิดขึ้นกับ Facebook ต้องผ่านกระบวนการมากมาย ละเอียด รอบคอบและรอบด้าน เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ใช้ทั่วโลกที่มีอยู่กว่า 1,600 ล้านคน เหมือน Reactionภาพแสดงความรู้สึก (Emoticon) อีก 5ภาพที่มีให้ใช้เมื่อปลายกุมภาพันธ์ ในมุมมองของผู้ใช้นี่คือทางเลือกเพื่อแสดงทัศนะต่อโพสต์ต่างๆ อย่างเรียบง่ายที่เพิ่มขึ้น หลังเคยจำกัดอยู่แค่การถูกใจ (Like) ผ่านรูปนิ้วโป้ง ส่วนในมุมมองของ Facebook นี่คือช่องทางใหม่มัดใจผู้ใช้ในปัจจุบันและเพิ่มผู้ใช้รายใหม่ พร้อมดึงดูดแบรนด์สินค้าให้มาลงโฆษณา ซึ่งทั้งหมดสามารถแปลงเป็นเม็ดเงินอีกมากมาย โดยผู้อยู่เบื้องหลัง Feature ชุดล่าสุดคือ Chirs Cox หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ที่คนในองค์กรอายุ 12 ปีแห่งนี้ รู้จักเป็นอย่างดี

Cox เกิดและโต Winnetka รัฐ Illinois ของสหรัฐ จบปริญญาตรีสาขาระบบสัญลักษณ์ สหวิชาเน้นด้านปัญญาประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัย Stanford และสาขาวิชาเดียวกับคนดังในแวดวงเทคโนโลยีของ Silicon Valley ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Marissa Mayer ประธานและ CEO หญิงคนเก่งของ Yahoo รู้จัก Facebook ครั้งแรกเมื่อปี 2005 หลังเพี่อนร่วมห้องที่ทำงานอยู่ที่นั้นก่อนแล้วเชิญชวนให้ลองไปสัมภาษณ์ โดยเจ้าตัวก็ไปสัมภาษณ์ทั้งที่ยังเข้าใจว่าเป็นเว็บหาคู่ ซึ่งผู้ที่ให้ความกระจ่างเรื่องความเป็น “เครือข่ายสังคมออนไลน์” กับเขาคือ Dustin Moskovitz ผู้ร่วมก่อตั้งจากนั้นไม่นานเขาก็ได้งานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ จนส่งผลให้ต้องพับแผนเรียนต่อปริญญาโทไปนับจากนั้น

Cox-2Feature ของ Facebook ที่ Cox เป็นคนปลุกปั้นคือ Newsfeed ข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ Statusบนหน้า Wall ที่ผู้ใช้เปิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง ถัดมาในปี 2007 หลังบริษัทมีอายุได้ 3 ปีและพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 100 คน Mark Zuckerberg ประธานบริษัทและประธานบริหาร ให้เขาย้ายไปเป็นหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล (Human Resource – HR) คนแรกขององค์กร ผ่านเหตุผลว่า “เป็นคนสนิทที่ไว้ใจได้ และอยากให้แง่มุมทางเทคนิคต่างๆจากคนในที่รู้จริงกระจายไปถึงพนักงานทุกคนใน องค์กร” ซึ่งตำแหน่งนี้ยังทำให้เขาต้องเป็นตัวแทนบริษัทปฐมนิเทศพนักงานใหม่ทุกต้น สัปดาห์และรับฟังปัญหาเรื่องงานของคนในองค์กร โดยเจ้าตัวกล่าวถึงการงาน HR ว่า “ทำเข้าใจเรื่องคนและมุมมองที่ผู้ใช้มีต่อเทคโนโลยีและ Facebook ได้ดีทีเดียว”

ปี 2008 Cox วัย 34 ซึ่ง Zuckerberg ชื่นชมว่ามีระดับ IQ และ EQ สูงพอกัน กลับมารับงานสายวิศวกรตามเดิม แต่ยังทำหน้าที่เป็นฑูตวัฒนธรรมของบริษัทและไม่ทิ้งงานปฐมนิเทศพนักงานใหม่ ทุกต้นสัปดาห์ ซึ่งทุกครั้งมักเริ่มด้วยคำถามว่า“Facebook คืออะไร?” จนเมื่อมีใครคนนึงตอบขึ้นทำลายความเงียบขึ้นมาว่า “คือ Social Network” เขาจึงคำตอบที่จนบรรดาเด็กใหม่ต้องปรับกระบวนทรรศว่า “ผิด Facebook เป็นสื่อและสื่อคือข้อความ” ซึ่งแสดงนัยว่า Facebook คือเว็บไซต์นำเสนอเนื้อหาที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้อ่าน ดู แสดงความคิดเห็นและกด Likeต่อเนื้อหาที่มีอิทธิต้อชีวิตของผู้ใช้หลักพันล้านคน

บัณฑิต Stanford ผู้มีความเกี่ยวโยงประเทศไทยจากการเป็นสามีของ วิศรา วิจิตรวาทการ ผู้กำกับภาพยนต์อิสระหลานสาวหลวง วิจิตรวาทการ ก้าวหน้าในสายงานและทวีความสำคัญต่อองค์กรขึ้นลำดับ จนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ ทำให้ช่วงเวลาสำคัญทางธุรกิจของ Facebook จะมีภาพเขาปรากฏในสื่อร่วมกับ Zuckerbergและ Sheryl Sandberg หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการแทบทุกครั้ง รวมถึงการเปิดขายหุ้นวันแรกในตลาด Nasdag เมื่อ 2012 แต่ก็ไม่ใช่ว่า Cox ไม่เคยทำงานพลาดเลย เหมือน Paper แอพอ่านข่าวเมื่อปี 2014 ที่ออกมาแบบมาดีแต่กลับไม่มีคนใช้ โดยเขากลับมองในเชิงบวกว่า “บริษัทที่ดีควรพยายามลองสิ่งใหม่และเรียนรู้จากความผิดพลาด”

Cox-4-1024x537ส่วน Reaction Emoticonที่เพิ่มมาอีก 5 ตัวนั้น Cox เสนอขึ้นมาระหว่างประชุมเมื่อปี 2015 ช่วงที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารแต่ละคนผลักดันโครงการที่ยังค้างคา หลังได้รับไฟเขียวจาก Zuckerberg เขาก็เดินหน้าพัฒนาต่อทันทีทั้งที่รู้ดีว่าเป็นงานยาก ผ่านการปรึกษากับนักสังคมวิทยาและทดลองใช้ใน 7 ประเทศ โดยคาดกันว่าประโยชน์ที่ Facebook จะได้จาก Reaction คือสามารถทราบทัศนะที่ผู้ใช้มีต่อโพสต์ได้ละเอียดขึ้น และช่วยแบรนด์สินค้าปรับเนื้อหาในโพสต์ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะตามมาคือผู้ใช้รายใหม่และตัวเลขรายได้ขององค์กรที่เพิ่มขึ้น นั่นเอง

ที่มา : bloomberg.com ,wikipedia.com, marketeer.co.th

ทำอย่างไรจึงจะค้าขายมีกำไร

เทียน

ผมได้ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตในเรื่องที่ต้องการรู้โดยปกติก็จะถามเฮียกู้เกิลเป็นประจำ วันนี้ ผมอยากจะยกเอาคำว่า ทำอย่างไรจึงจะค้าขายมีกำไร ซึ่งเป็นปัญหาที่พ่อค้าแม่ค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์อยากจะทราบและค้นหาเคล็ดวิชากันนัก บางคนงัดเคล็ดลับ เคล็ดวิชาคือ ใช้กันทุกศาสตร์เลยทีเดียวตั้งแต่ คณิตศาสตร์ การตลาด สถิติ เศรษฐศาสตร์ โหรศาสตร์ ไสยศาสตร์ ฯลฯ นับศาสตร์ไม่ถ้วน ที่ว่ากันว่า มีของดีที่ไหน ที่จะทำให้ค้าขายรุ่งเรือง ลุยกันไปหามาไว้ในครอบครองให้ได้

ปัญหานี้ ก็ใช่จะมีแต่สมัยนี้เท่านั้นนะครับ ในสมัยโบราณก็มีถามมีตอบกันมาแล้วเช่นกัน ลองอ่านและลองไปทดสอบปรับใช้ดูกันนะครับ เผื่อจะเป็นทางสว่างให้ใครหลายๆ คนที่กำลังแสวงหาอยู่ก็เป็นได้ครับ ได้ผลเป็นเช่นไรอย่าลืมโทรมาเล่าให้ผมฟังด้วยนะครับ

ปัญหา เพราะเหตุไร คนบางคนค้าขายจึงขาดทุน บางคนไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ บางคนได้กำไรตามที่ประสงค์ บางคนกลับได้ยิ่งกว่าที่มุ่งหมายไว้ ?

พุทธดำรัสตอบ “…..ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า ท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์มาเถิด เขากลับไม่ถวายปัจจัยดังที่ได้ปวารณาไว้ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใด เขาย่อมขาดทุน
“…. บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วย่อมปวารณาว่าท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์มาเถิด แต่เขาถวายปัจจัยไม่เต็มตามที่ได้ปวารณาไว้ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์
“…. บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วย่อมปวารณาว่าท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์มาเถิด เขาถวายปัจจัยเต็มตามที่ได้ปวารณาไว้ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรตามที่ประสงค์
“…. บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วย่อมปวารณาว่าท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์มาเถิด แต่เขาถวายปัจจัยยิ่งกว่าที่ได้ปวารณาไว้ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์

วณิชชสูตร จ. อํ. (๗๙)
ตบ. ๒๑ : ๑๐๖ ตท. ๒๑ : ๙๕
ตอ. G.S. II : ๙๑-๙๒

ขอให้ทุกท่านจงโชคดี ธรรมสวัสดีครับ